ผู้เขียน หัวข้อ: โควิด-19 (COVID-19) และไข้หวัด ความแตกต่างที่ควรรู้  (อ่าน 85 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 576
    • ดูรายละเอียด
โควิด-19 (COVID-19) และไข้หวัด ความแตกต่างที่ควรรู้

ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย อย่างมีไข้ ไอหรือจาม เกิดความสับสนไม่น้อย เนื่องจากโรคโควิด-19 เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่คล้ายกับไข้หวัด แต่มักมีความรุนแรงมากกว่า แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างอาการของสองโรคนี้

การติดเชื้อไข้หวัดและโควิด-19 เกิดจากการที่เชื้อไวรัสเข้าโจมตีระบบทางเดินหายใจในร่างกาย โดยไข้หวัดมีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสได้หลายชนิด รวมถึงไวรัสโคโรนาบางสายพันธุ์ แต่ที่พบได้บ่อยคือการติดเชื้อไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูกและลำคอ


ส่วนเชื้อโควิด-19 เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 และเกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อ เช่น สายพันธุ์อัลฟ่า เบต้า เดลตา และโอมิครอน ซึ่งแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและอาจทำให้เกิดอาการต่างจากสายพันธุ์เดิม โดยผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการ หรือมีอาการในระบบทางเดินหายใจได้คล้ายไข้หวัดไป ไปจนถึงอาการรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและโควิด-19

ไข้หวัดและโควิด-19 อาจมีความคล้ายกันในแง่ของการได้รับเชื้อไวรัส แต่อาจมีความแตกต่างของอาการและการแพร่กระจายที่พอจะสังเกตได้ดังนี้


ไข้หวัด

ไข้หวัด ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็ก แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยมักเกิดในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง อย่างฤดูฝนหรือฤดูหนาว หากเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการออกมาในช่วง 1-3 วัน หลังได้รับเชื้อ ดังนี้

    คัดจมูก น้ำมูกไหล และมีน้ำมูกอุดตันภายในจมูก
    เจ็บคอ
    ไอและจาม
    ปวดเมื่อยตามร่างกาย
    ปวดศีรษะ

ในบางกรณีอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย เคืองตา หูอื้อ ปวดหู สูญเสียการได้กลิ่นและการรับรส หรืออาจมีไข้ในผู้ป่วยบางราย โดยทั่วไป อาการของไข้หวัดมักดีขึ้นเองภายใน 7-10 วัน แต่ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น อย่างหลอดลมอักเสบหรือปอดบวม

ทั้งนี้ การแพร่กระจายของไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดมักเป็นการแพร่จากผู้ที่มีอาการป่วยไปยังผู้อื่นผ่านสารคัดหลั่งในอากาศ และการติดต่อสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อไข้หวัด เช่น ไอ จาม พูดคุย หรืออาจได้รับเชื้อไวรัสจากการสัมผัสมือหรือสิ่งของที่ผู้ป่วยได้สัมผัสแล้วนำมาสัมผัสบริเวณดวงตา จมูกหรือปากของตนเอง เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์มือถือ หรือของใช้ต่าง ๆ จึงทำให้เชื้อไวรัสนั้นสามารถเข้าสู่ร่างกาย


โควิด-19

เชื้อโควิด-19 อาจทำให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับที่ไม่รุนแรงไปจนถึงมีอาการรุนแรง และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โรคโควิด-19 สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่บุคคลบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ได้สูงกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคปอด โรคมะเร็ง และความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ก็อาจไม่มีอาการแสดงใด ๆ ได้เช่นกัน โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยโควิด-19 จะมีอาการจะแสดงออกมาในช่วง 2–14 วัน หลังการได้รับเชื้อ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้ ไอแห้ง ๆ และอ่อนแรง

นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมกัน เช่น

    สูญเสียการได้กลิ่นและการรับรส
    คัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอ
    ตาแดง
    ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ
    มีผื่นขึ้นตามตัว
    คลื่นไส้อาเจียน
    ท้องเสีย
    เวียนศีรษะ

ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติที่เป็นสัญญาณของโรคโควิด-19 และมีประวัติติดต่อใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ควรกักตัวที่บ้านเพื่อสังเกตอาการ รวมทั้งผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศให้กักตัวในสถานที่ที่ทางราชการกำหนดตามเงื่อนไขประกาศของรัฐบาลไทย หากมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก เบื่ออาหาร และสับสน ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลทันที

สำหรับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เกิดขึ้นคล้ายกับการแพร่กระจายของไข้หวัด โดยสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่งที่ผู้ติดเชื้อไอหรือจามออกมา อีกทั้งสารคัดหลั่งเหล่านี้อาจติดอยู่บนสิ่งของหรือพื้นผิวต่าง ๆ เมื่อสัมผัสโดนสิ่งของหรือพื้นผิวนั้นแล้วใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา จมูกหรือปาก จึงทำให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19 ได้

นอกจากนี้ การแพร่กระจายของโควิด-19 ยังได้เกิดจากสูดเอาสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย ดังนั้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก หรือหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ และควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1–2 เมตร เพื่อช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

การรักษาไข้หวัดและโควิด-19

การรักษาไข้หวัดและโควิด-19 ไม่สามารถจะเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากโรคทั้งสองมีความแตกต่างกัน โดยแนวทางในการรักษาทั่วไปมีดังนี้

   
การรักษาไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่ไม่จำเป็นต้องได้รับยาฆ่าเชื้อไวรัส เนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะกำจัดเชื้อได้ด้วยตัวเอง และจะมีอาการดีขึ้นภายใน 7–10 วัน โดยในระหว่างนี้สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการพักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และอาจรับประทานยาต่อไปนี้


ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวด อย่างยาพาราเซตามอลหรืออะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ตัวยามีคุณสมบัติช่วยลดไข้ บรรเทาอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อยตัวจากไข้หวัด โดยพาราเซตามอลในรูปแบบรับประทาน มีทั้งยาเม็ดและยาน้ำสำหรับเด็ก โดยขนาดยาที่แนะนำให้รับประทานจะคำนวณตามน้ำหนักตัว เช่น

    ยาเม็ดที่มีตัวยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม/เม็ด คำนวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10–15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัมขึ้นไปให้รับประทานยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ครั้งละไม่เกิน 2 เม็ด (1,000 มิลลิกรัม) แต่ไม่เกินวันละ 8 เม็ด (4,000 มิลลิกรัม) ทุก 4–6 ชั่วโมง
    ยาน้ำสำหรับเด็ก มีทั้งรูปแบบยาหยด มีตัวยาพาราเซตามอล 80 มิลลิกรัม/0.8 มิลลิตร เหมาะกับเด็กที่น้ำหนักตัวไม่เกิน 10 กิโลกรัม และยาน้ำเชื่อมที่มีตัวยาพาราเซตามอล 160 มิลลิกรัม/ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้ำหนักตัว 16–24 กิโลกรัม

การออกฤทธิ์แก้ปวดและลดไข้ของยาพาราเซตามอลขึ้นกับรูปแบบยา เช่น ยาเม็ดทั่วไปใช้เวลาออกฤทธิ์ประมาณ 30–45 นาทีหลังรับประทานยา ทั้งนี้ เด็กไม่ควรรับประทานยาติดต่อกันเกิน 5 วัน และผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 10 วัน แต่หากเป็นไข้ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานทานติดต่อกันเกิน 3 วัน


ยาลดน้ำมูกและยาแก้คัดจมูก

ยากลุ่มนี้ใช้เพื่อบรรเทาอาการหวัดและช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น ได้แก่ กลุ่มยาแก้แพ้ เช่น ยาเซทิริซีน (Cetirizine) ยาลอราทาดีน (Loratadine) หรือยาซูโดเอฟีดรีน (Pseudoephedrine) 


ยาแก้ไอและยาขับเสมหะ

หากมีอาการไอ อาจรับประทานยาแก้ไอหรือยาขับเสมหะ เพื่อช่วยบรรเทาอาการไอและช่วยให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้น


การรักษาโควิด-19

การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวิธีที่ลดการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของอาการ และลดการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ได้ดีที่สุด จึงแนะนำให้ผู้ที่ไม่เคยเข้ารับวัคซีนเข้ารับวัคซีนให้ครบโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยสร้างภูมิต้านทานแก่ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้

การรักษาผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการรุนแรงอาจใช้วิธีรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation) โดยกักตัวแยกจากคนในบ้านและสังเกตอาการ แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส หายใจหอบเหนื่อย วัดค่าออกซิเจนปลายนิ้วได้น้อยกว่า 94% หรือไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ให้รีบโทรติดต่อโรงพยาบาลที่รักษาอยู่ทันที

ดังนั้น หากรู้สึกไม่สบายหรือมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นอาการของโควิด-19 ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ ดังนี้

    ผู้ป่วยควรกักตนเองอยู่ที่บ้านแยกจากผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของต่าง ๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวและสัตว์เลี้ยง หากเป็นไปได้ควรแยกใช้ห้องน้ำหรือพื้นที่อยู่อาศัยออกจากคนในครอบครัว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
    ทำความสะอาดบ้านและสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านให้สะอาด เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจเกาะอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของได้ นอกจากนี้ ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องทำความสะอาดบริเวณที่ผู้ป่วยใช้กักตนเอง
    หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ชุมชนหรือสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก และไม่ควรเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ
    สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในสถานที่สาธารณะหรือติดต่อกับผู้อื่น
    ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดอย่างน้อย 20 วินาที ในกรณีที่ไม่สะดวกในการล้างด้วยน้ำและสบู่ สามารถทำความสะอาดมือด้วยเจลล้างมือที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60% โดยเฉพาะหลังจากการไอหรือจาม หลังการเข้าห้องน้ำ ก่อนการเตรียมอาหารและรับประทานอาหาร

วิธีการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายหรือรับเชื้อโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คือหมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ หากต้องการไอหรือจามควรใช้กระดาษทิชชู่ปิดจมูกและปาก หากไม่มีกระดาษทิชชู่ควรไอหรือจามใส่ข้อศอกด้านในตนเอง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก หรือหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ และหากเป็นไปได้ ควรอยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1–2 เมตร

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากมีอาการหายใจลำบากหรือหายใจหอบถี่ รู้สึกเจ็บหรือแน่นหน้าอกอย่างต่อเนือง มีอาการสับสน เซื่องซึม สีของใบหน้าและปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำลง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของอาการขั้นรุนแรงที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด

 


























































กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่
ทํายังไงให้ขายของดี ออนไลน์
วิธีการหาลูกค้าของ sale
วิธีหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
การหาลูกค้าใหม่ รักษาลูกค้าเก่า
ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
เพิ่มฐานลูกค้าใหม่
รวมเว็บลงประกาศฟรี ล่าสุด
รวมเว็บประกาศฟรี
โพสต์ขายของฟรี
ลงโฆษณาสินค้าฟรี
โฆษณาฟรี
ประกาศฟรี
เว็บฟรีไม่จำกัด
ทำ SEO ติด Google
ลงประกาศขาย
เว็บฟรียอดนิยม
โพสโฆษณา
ประกาศขายของ
ประกาศหางาน
บริการ แนะนำเว็บ
ลงประกาศ
รวมเว็บประกาศฟรี
รวมเว็บซื้อขาย ใช้งานง่าย
ลงประกาศฟรี ทุกจังหวัด
ต้องการขาย
ปล่อยเช่า บ้าน คอนโด ที่ดิน
ขายบ้าน คอนโด ที่ดิน
ประกาศฟรี ไม่มี หมดอายุ
เว็บประกาศฟรี ติดอันดับ
ฝากร้านฟรี โพ ส ฟรี
ลงประกาศฟรี กรุงเทพ
ลงประกาศฟรี ทั่วไทย
ลงประกาศโฆษณาฟรี
ลงประกาศฟรี 2023
รวมเว็บลงประกาศฟรี

หากลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
ทําไงให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ ๆ
กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
เคล็ดลับขายของดี
ค้าขายไม่ดีทำอย่างไรดี
งานโพสโปรโมทงาน
ทํายังไงให้ขายของดี ออนไลน์
รวม SMFขายสินค้า
ประกาศฟรีออนไลน์
ลงประกาศ สินค้า
เว็บบอร์ด โพสต์ฟรี
ลงประกาศ ซื้อ-ขาย ฟรี
ชุมชนคนไอทีขายสินค้า
ลงประกาศฟรีใหม่ๆ 2023
โปรโมทธุรกิจฟรี
โปรโมทสินค้าฟรี
แจกฟรี รายชื่อเว็บลงประกาศฟรี
โปรโมท Social
โปรโมท youtube
แจกฟรี รายชื่อเว็บ
แจกฟรีโพสเว็บบอร์ดsmf
เว็บบอร์ดsmfโพสฟรี
รายชื่อเว็บบอร์ดขายสินค้าฟรี
ลงประกาศฟรี เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ดขายสินค้าฟรี
ฟรี เว็บบอร์ด แรงๆ
โพสขายสินค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย
โฆษณาเลื่อนประกาศได้
ขายของออนไลน์
แนะนำ 6 วิธีขายของออนไลน์
อยากขายของออนไลน์
เริ่มต้นขายของออนไลน์
ขายของออนไลน์ เริ่มยังไง
ชี้ช่องขายของออนไลน์
การขายของออนไลน์
สร้างเว็บฟรีประกาศ

ไม่รู้จะขายอะไรดี
อยากขายของดี
ขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
ขายสินค้าไม่สต๊อกสินค้า
เริ่มขายของออนไลน์
รับทำ seo ด่วน
smf โพสฟรี
smf ขายของออนไลน์อะไรดี
smf โพสฟรี
อยากขายของออนไลน์ smf
ขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
smf เริ่มต้นขายของออนไลน์
ไอ เดีย การขายของออนไลน์
เว็บขายของออนไลน์
เริ่ม ขายของออนไลน์ โพสฟรี
smf ขายของออนไลน์ที่ไหนดี
เทคนิคการโพสต์ขายของ
smf โพสต์ขายของให้ยอดขายปัง
โพสต์ขายของให้ยอดขายปังโพสฟรี
smf ขายของในกลุ่มซื้อขายสินค้า
โพสขายของยังไงให้มีคนซื้อ
smf โพสขายของแบบไหนดี
โพสฟรีแคปชั่นโพสขายของยังไงให้ปัง
smf แคปชั่นแม่ค้าออนไลน์
แคปชั่นแม่ค้าออนไลน์ โพสฟรี
ขายของให้ออร์เดอร์เข้ารัว ๆ
smf โพสต์เรียกลูกค้า
โพสต์เรียกลูกค้าโพสฟรี
smf ขายของออนไลน์ให้ปัง
smf โพสต์ขายของ
smf เขียนโพสขายของโดนๆ
แคปชั่นเปิดร้าน โพสฟรี
smf วิธีโพสขายของให้น่าสนใจ
วิธีเพิ่มยอดขาย โพสฟรี
smf เทคนิคเพิ่มยอดขาย

โพสกระตุ้นยอดขาย
วิธีกระตุ้นยอดขาย เซลล์
วิธีแก้ปัญหายอดขายตก
เริ่มต้นขายของ
แหล่งรับของมาขายออนไลน์
ขายของออนไลน์อะไรดี
อยากขายของออนไลน์
เพิ่มยอดขายให้เข้าเป้า
เว็บบอร์ดฟรี
โปรโมทฟรี
มีลูกค้าเพิ่ม - YouTube
ผลักดันยอดขายโปรโมทฟรี
โปรโมทผลักดันยอดขาย
โปรโมทแผนการเพิ่มยอดขายให้ได้ผล
โปรโมทวิธีการวางแผนการเพิ่มยอดขาย
ยอดขายไม่ดีควรทำอย่างไร
ยอดขายตกเกิดจากอะไร
ทำไมต้องเพิ่มยอดขาย
ขายฟรี
ยอดการขาย คืออะไร
กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
โพสฟรีการกระตุ้นยอดขาย
โปรโมทกระตุ้นยอดขาย
โปรโมทฟรีออนไลน์กระตุ้นยอดขาย
ประกาศฟรีเพิ่มยอดขาย
ลงประกาศเพิ่มยอดขาย
ฝากร้านฟรีเพิ่มยอดขาย
ลงประกาศฟรีใหม่ ๆ เพิ่มยอดขาย
เว็บประกาศฟรีเพิ่มยอดขาย
Post ฟรี
ประกาศขายของฟรี
ประกาศฟรี
โพส SEO
ลงโฆษณาฟรี
โปรโมทเพจร้านค้า