อาหารสายยางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตการดูแลเรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตที่ต้องให้อาหารทางสายยาง (Tube Feeding) มีความสำคัญมากครับ เพราะร่างกายผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีการเผาผลาญที่เปลี่ยนไป มีความเสี่ยงเรื่องแผลกดทับ และปัญหาการขับถ่าย
อาหารที่เหมาะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ครับ:
1. อาหารปั่นผสมเอง (Blenderized Diet)
คือการนำอาหารธรรมชาติมาต้มสุกและปั่นละเอียดจนเหลวพอที่จะผ่านสายยางได้ สูตรมาตรฐานมักประกอบด้วย:
แหล่งโปรตีน: เนื้ออกไก่ ไข่ต้ม หรือปลาน้ำจืด (ต้องกรองก้างออกให้สนิท) เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อและป้องกันแผลกดทับ
แหล่งคาร์โบไฮเดรต: ฟักทอง (ช่วยเรื่องวิตามินและกากใย), กล้วยน้ำว้า, หรือข้าวสวย
แหล่งไขมัน: น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันถั่วเหลือง (ให้พลังงานและกรดไขมันดี)
กากใยและวิตามิน: ผักกาดขาว ตำลึง หรือแครอทต้มสุก
สารช่วยข้น: น้ำตาลทราย (ใช้ในปริมาณที่กำหนดเพื่อเพิ่มพลังงาน)
⚠️ ข้อควรระวัง: ต้องล้างอุปกรณ์ให้สะอาดและต้มสุกทุกครั้ง เพื่อป้องกันอาการ "ท้องเสีย" ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ป่วยให้อาหารทางสายยางครับ
2. อาหารสูตรสำเร็จ (Commercial Formula)
เป็นอาหารชนิดผงหรือน้ำที่คำนวณสารอาหารมาให้ครบถ้วนแล้ว สะดวกและลดความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนเชื้อโรค:
สูตรมาตรฐาน (Standard Formula): สำหรับผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน
สูตรเฉพาะโรค: * ถ้าผู้ป่วยมี เบาหวาน ร่วมด้วย: ต้องใช้สูตรดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI)
ถ้ามี โรคไต ร่วมด้วย: ต้องจำกัดปริมาณโปรตีนและแร่ธาตุบางชนิด
🔍 หลักการเลือกอาหารให้เหมาะกับอาการ
จุดที่ต้องเน้น สารอาหารที่จำเป็น เหตุผล
ป้องกันแผลกดทับ โปรตีนสูง, วิตามินซี, สังกะสี ช่วยในการสมานแผลและสร้างเนื้อเยื่อ
แก้ปัญหาท้องผูก กากใยอาหาร (Fiber) ผู้ป่วยอัมพาตขยับตัวน้อย ลำไส้จะทำงานช้าลง
ควบคุมน้ำหนัก คำนวณแคลอรี่ไม่ให้เกิน หากน้ำหนักตัวมากเกินไปจะทำให้กายภาพบำบัดและเคลื่อนย้ายตัวลำบาก
💡 ข้อแนะนำสำคัญในการให้อาหาร
จัดท่าทาง: ต้องให้ผู้ป่วย "นอนศีรษะสูงอย่างน้อย 30-45 องศา" ขณะให้อาหารและหลังให้อาหารเสร็จอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการ "สำลัก" เข้าปอด ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
ตรวจสอบการตกค้าง: ก่อนให้อาหารมื้อถัดไป ควรใช้กระบอกฉีดยาดูดเช็กดูว่าอาหารมื้อเก่าค้างในกระเพาะเยอะไหม (Residual)
อุณหภูมิ: อาหารควรอยู่ในอุณหภูมิห้อง ไม่ควรเย็นจัดหรือร้อนเกินไป
✅ คำแนะนำจากใจ
เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละท่านมีโรคประจำตัวและมวลร่างกายไม่เท่ากัน ควรปรึกษา "นักกำหนดอาหาร" หรือ "พยาบาลเฉพาะทาง" เพื่อคำนวณสูตรอาหาร (BTU/วัน) ที่แม่นยำที่สุดสำหรับผู้ป่วยครับ